สพป.สส.นำภาพยนต์วิทยาศาสตร์มาฉายให้กับนักเรียน

เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2559 นายวิสาร ปัญญชุณห์ ผอ.สพป.สส. เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการเสริมสร้างทักษะวิทยาศาสตร์เพื่อการเรียนรู้ “วัสดุศาสตร์” สำหรับนักเรียนเพื่อพัฒนาและส่งเสริมครูผู้สอนวิทยาศาสตร์ โดยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะและแนวทางสะเต็มศึกษา โดยศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษากาญจนบุรี ได้นำภาพยนตร์วิทยาศาสตร์ที่ชนะเลิศจากการประกวดระดับนานาชาติ รวม 30 เรื่อง มาจัดฉายให้กับนักเรียนจำนวน 2,150 คน ในระหว่างวันที่ 7-8 ธ.ค. 2559 ณ ห้องประชุมใหญ่

สพป.สส.รับการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการปฏิบัติงานฯ

ในวันที่ 6 ธ.ค. 2559 นายกริช นุ่มวัด รอง ผอ.สพป.สส.ให้การต้อนรับคณะกรรมการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) ระดับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา โดยคณะผู้ประเมินประกอบด้วย นางสวรรยา รัตนราช ผอ.ป.ป.ช.ประจำจังหวัดสมุทรสงคราม น.ส.ธนัญญา แสงทอง และน.ส.บุญญาพัฒน์ เปลี่ยนศรีเพชร จากสำนักติดตามและประเมินผลฯ สพฐ. ณ ห้องประชุมใหญ่ สพป.สส.

เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2559 สพป.สส.ร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการ พ่อค้า ประชาชน เข้าร่วมพิธีทำบุญตักบาตรเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยมีนายคันฉัตร ตันเสถียร ผวจ.สมุทรสงคราม เป็นประธานในพิธีในครั้งนี้ ณ บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม

ผลการประชุม ก.ค.ศ. 11/2559 เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2559

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2559 ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ ที่ 486/2559 ได้นำเสนอผลการประชุม ก.ค.ศ. 11/2559 เมื่อวันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน 2559

โดยมีรายละเอียด ดังนี้ นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 11/2559 เมื่อวันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน 2559 ว่าที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ดังนี้

● เห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) ตำแหน่งประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน กรณีที่มีความจำเป็น หรือมีเหตุพิเศษ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้ ให้คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) เป็นผู้ดำเนินการคัดเลือก กำหนดสัดส่วนจำนวนตำแหน่งว่าง เพื่อใช้ในการคัดเลือก ร้อยละ 60 และการสอบแข่งขัน ร้อยละ 40 ตำแหน่งที่ใช้คัดเลือกต้องเป็นตำแหน่งว่างที่มีอัตราเงินเดือน ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือในสถานศึกษา ที่อยู่ในสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดนั้น ๆ ทั้งนี้ ตำแหน่งว่างดังกล่าวต้องเป็นตำแหน่งตามกรอบอัตรากำลังที่ ก.ค.ศ. กำหนด ผู้มีสิทธิ์สมัครต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้ – เป็นพนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ หรือลูกจ้างชั่วคราวจากเงินงบประมาณ หรือเงินรายได้ของหน่วยงานการศึกษา ซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับลักษณะงานของตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) ในหน่วยงานการศึกษา สังกัด สพฐ. ตามคำสั่งหรือสัญญาจ้างหรือเอกสารอื่นที่ทางราชการออกให้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือรวมกันมาแล้วไม่น้อยกว่า 4 ปี นับถึงวันรับสมัครคัดเลือกวันสุดท้าย ซึ่งเป็นระยะเวลาต่อเนื่องกันหรือไม่ก็ได้ – มีคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งตรงตามมาตรฐานตำแหน่งข้าราชครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) – มีประสบการณ์ในตำแหน่งที่สมัครเข้ารับการคัดเลือกไม่น้อยกว่า 4 ปี – มีสิทธิ์สมัครเข้ารับการคัดเลือกได้เพียงตำแหน่งเดียว และจังหวัดเดียว หากปรากฏว่าผู้สมัครคัดเลือกสมัครเกินกว่า 1 ตำแหน่ง หรือเกินกว่า 1 จังหวัด จะถูกตัดสิทธิ์การคัดเลือกทั้งหมด ให้ สพฐ. เป็นผู้กำหนดวัน เวลา ที่คัดเลือก โดยให้ดำเนินการคัดเลือกพร้อมกัน กำหนดให้ทดสอบ 3 ภาค คือ ภาค ก ความรู้ความสามารถทั่วไป ภาค ข ความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง และภาค ค ความเหมาะสมกับตำแหน่ง โดยให้สอบภาค ก และภาค ข ก่อน แล้วจึงให้ผู้ที่ได้คะแนนผ่านเกณฑ์เข้ารับการประเมิน ภาค ค ผู้ผ่านการคัดเลือกต้องได้คะแนนแต่ละภาคไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 ให้บรรจุและแต่งตั้ง ผู้ได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน ตามจำนวนตำแหน่งว่างที่ประกาศรับสมัครโดยไม่มีการขึ้นบัญชี กรณีมีผู้ผ่านการคัดเลือกไม่ครบตามตำแหน่งที่ประกาศให้บรรจุเท่าที่คัดเลือกได้ ผู้ได้รับการบรรจุและแต่งตั้ง จะต้องปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานการศึกษา ที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 4 ปี จึงจะมีสิทธิ์ขอย้าย หรือขอโอน กรณีตรวจสอบภายหลังพบว่าผู้ ได้รับการคัดเลือกรายใดเป็นผู้ขาดคุณสมบัติตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด หากได้รับการบรรจุและแต่งตั้งแล้ว จะถูกเพิกถอนคำสั่งบรรจุและแต่งตั้งทันที
● เห็นชอบปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.จังหวัด/กรุงเทพมหานคร และผู้อำนวยการสำนักงาน กศน. จังหวัด/กรุงเทพมหานคร โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้ ให้ อ.ก.ค.ศ. สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้ดำเนินการคัดเลือก โดยกำหนดวัน เวลาในการดำเนินการคัดเลือก และจำนวนตำแหน่งว่างเพื่อใช้ในการบรรจุและแต่งตั้งครั้งแรก ให้ อ.ก.ค.ศ. สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ประกาศรับสมัครคัดเลือก ไม่น้อยกว่า 7 วันก่อนวันรับสมัคร ให้สำนักงาน กศน. รับสมัครคัดเลือกไม่น้อยกว่า 7 วันทำการ โดยยื่นสมัครตามแบบหรือวิธีการที่ อ.ก.ค.ศ. สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการกำหนด ผู้มีสิทธิ์สมัครเข้ารับการคัดเลือก ตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.จังหวัด/กรุงเทพมหานคร – เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัด สำนักงาน กศน. – มีวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการศึกษา หรือทางอื่นที่ ก.ค.ศ. กำหนด เป็นคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.จังหวัด/กรุงเทพมหานคร – ดำรงตำแหน่งอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้ ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา ที่มีวิทยฐานะไม่ต่ำกว่ารองผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ หรือ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา ที่มีวิทยฐานะไม่ต่ำกว่าผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ หรือ ดำรงตำแหน่งศึกษานิเทศก์ ที่มีวิทยฐานะไม่ต่ำกว่าศึกษานิเทศก์เชียวชาญ หรือ ดำรงตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นที่มีประสบการณ์การบริหารไม่ต่ำว่าหัวหน้ากลุ่มหรือผู้อำนวยการกลุ่ม มาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี และรับเงินเดือนไม่ต่ำกว่าอันดับ คศ.3 หรือไม่ต่ำกว่าระดับชำนาญการพิเศษ – มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารการศึกษา – ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี ผู้มีสิทธิ์สมัครเข้ารับการคัดเลือก ตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.จังหวัด/กรุงเทพมหานคร – เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัด สำนักงาน กศน. – มีวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการศึกษา หรือทางอื่นที่ ก.ค.ศ. กำหนด เป็นคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.จังหวัด/กรุงเทพมหานคร – ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงาน กศน. จังหวัด/กรุงเทพมหานคร มาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี และรับเงินเดือนไม่ต่ำกว่าขั้นต่ำของอันดับ คศ.4 หรือดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา ที่มีวิทยฐานะไม่ต่ำกว่าวิทยฐานะผู้อำนวยการเชี่ยวชาญ – มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารการศึกษา – ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี ดำเนินการคัดเลือกโดยการประเมิน 2 ภาค คือ ภาค ก ความรู้ความสามารถทั่วไป และภาค ข ความเหมาะสมกับตำแหน่ง ผู้ผ่านการคัดเลือกต้องได้คะแนนภาค ก และภาค ข แต่ละภาคไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 โดยเรียงลำดับจากผู้ที่ได้คะแนนรวม สูงสุดจากมากไปหาน้อย บัญชีผู้ได้รับการคัดเลือก ให้มีอายุบัญชีไม่เกิน 1 ปี ในกรณีผู้ได้รับการคัดเลือกรายใดถึงลำดับที่ที่จะได้รับการบรรจุและแต่งตั้งแล้ว แต่ปรากฏว่าผู้ได้รับการคัดเลือกรายนั้นไม่มารายงานตัว เพื่อรับการบรรจุและแต่งตั้ง ตามวัน เวลา และสถานที่ที่กำหนด หรือไม่สมัครใจที่จะได้รับการบรรจุและแต่งตั้ง หรือมารายงานตัวแต่ไม่เลือกหน่วยงานการศึกษาที่จะบรรจุและแต่งตั้ง หรือแจ้งสละสิทธิ์การบรรจุและแต่งตั้ง กรณีใดกรณีหนึ่ง ให้เรียกตัวผู้ที่อยู่ในลำดับถัดไปมารายงานตัวเพื่อรับการบรรจุและแต่งตั้งแทน
● เห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับเงินเดือน ในกรณีที่ได้รับคุณวุฒิเพิ่มขึ้นหรือสูงขึ้น ตามคุณวุฒิที่ ก.ค.ศ. รับรอง โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้ ต้องเป็นคุณวุฒิที่ ก.ค.ศ. รับรอง และกำหนดเป็นคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่ง ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้นั้น ต้องได้รับคุณวุฒิเพิ่มขึ้นหรือสูงขึ้น ภายหลังวันที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นต้องเป็นไปตามระเบียบของทางราชการ คุณวุฒิที่ได้รับเพิ่มขึ้นหรือสูงขึ้น ต้องเป็นคุณวุฒิในสาขาวิชาเดียวกันกับคุณวุฒิระดับปริญญาตรี และหรือระดับปริญญาโทที่ใช้ในการบรรจุและแต่งตั้ง หรือเป็นคุณวุฒิที่ตรงกับสาขา หรือกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่ผู้นั้นได้ทำการสอน หรือเคยทำการสอน เป็นคุณวุฒิที่เป็นประโยชน์ต่อการจัดการเรียนการสอน หรือส่งเสริมการเรียนรู้ตามที่ส่วนราชการต้นสังกัดกำหนดโดยความเห็นขอบของ ก.ค.ศ. ให้มีผลบังคับใช้กับผู้ที่จะเข้าศึกษาต่อภายหลังจากหลักเกณฑ์และวิธีการนี้ประกาศใช้ โดยไม่มีผลกระทบกับผู้ที่ได้เข้ารับการศึกษาและได้รับอนุมัติปริญญาก่อนวันประกาศใช้หลักเกณฑ์และวิธีการนี้
● เห็นชอบให้ปรับปรุงมาตรฐานวิทยฐานะ ด้านคุณสมบัติเฉพาะสำหรับวิทยฐานะครูชำนาญการ และคุณสมบัติในการขอมีวิทยฐานะครูชำนาญการ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ว17/2552 และ ว10/2554 ได้แก่ คุณสมบัติในการขอมีวิทยฐานะครูชำนาญการ ตามหลักเกณฑ์ ว17/2552 – ดำรงตำแหน่งครูมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 ปี สำหรับผู้มีวุฒิปริญญาตรี 4 ปีสำหรับผู้มีวุฒิปริญญาโท และ 2 ปีสำหรับผู้มีวุฒิปริญญาเอก หรือดำรงตำแหน่งอื่นที่ ก.ค.ศ. เทียบเท่า และผ่านการประเมินตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กำหนด – ทั้งนี้ วุฒิดังกล่าวต้องเป็นวุฒิที่ ก.ค.ศ. รับรอง และเป็นวุฒิในสาขาวิชาเดียวกับวุฒิระดับปริญญาตรีและหรือปริญญาโทที่สำเร็จการศึกษามาแล้ว หรือเป็นวุฒิที่ตรงกับสาขาวิชา/กลุ่มสาระการเรียนรู้ที่ผู้ขอได้ทำการสอน หรือส่งเสริมการเรียนรู้ตามที่ส่วนราชการต้นสังกัดกำหนด โดยความเห็นชอบของ ก.ค.ศ. คุณสมบัติในการขอมีวิทยฐานะครูชำนาญการ ตามหลักเกณฑ์ ว10/2554 – ดำรงตำแหน่งครูมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี สำหรับผู้มีวุฒิปริญญาตรี 2 ปีสำหรับผู้มีวุฒิปริญญาโท และ 1 ปีสำหรับผู้มีวุฒิปริญญาเอก หรือดำรงตำแหน่งอื่นที่ ก.ค.ศ. เทียบเท่า และผ่านการประเมินตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กำหนด – ทั้งนี้ วุฒิดังกล่าวต้องเป็นวุฒิที่ ก.ค.ศ. รับรอง และเป็นวุฒิในสาขาวิชาเดียวกับวุฒิระดับปริญญาตรีและหรือปริญญาโทที่สำเร็จการศึกษามาแล้ว หรือเป็นวุฒิที่ตรงกับสาขาวิชา/กลุ่มสาระการเรียนรู้ที่ผู้ขอได้ทำการสอน หรือส่งเสริมการเรียนรู้ตามที่ส่วนราชการต้นสังกัดกำหนด โดยความเห็นชอบของ ก.ค.ศ. ทั้งนี้ ให้มีผลใช้บังคับเช่นเดียวกับหลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับเงินเดือน ในกรณีที่ได้รับคุณวุฒิเพิ่มขึ้นหรือสูงขึ้น
● อนุมัติจัดสรรคืนอัตราว่าง จากผลการเกษียณอายุราชการ ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพิ่มเติม เมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 เพิ่มเติม 1 อัตรา เป็นตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 สังกัด สพฐ. เมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 เพิ่มเติม 3 อัตรา เป็นตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร 1 อัตรา และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตร เขต 2 จำนวน 1 อัตรา และตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค.(2) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 1 จำนวน 1 อัตรา โดยให้จัดสรรในหน่วยงานการศึกษาที่มีกรอบอัตรากำลังไม่เกินกรอบอัตรากำลังหรือเกณฑ์มาตรฐานอัตรากำลังที่ ก.ค.ศ. กำหนด และเป็นไปตามเงื่อนไขที่ คปร.กำหนด โดยเคร่งครัด และให้นำเสนอ ก.ค.ศ. เพื่อพิจารณาต่อไป
● เห็นชอบให้มีการปรับหลักเกณฑ์และวิธีการย้าย ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในประเด็นหลักเกณฑ์การย้ายกรณีปกติ ในส่วนของคุณสมบัติของผู้ยื่นคำร้องขอย้าย กล่าวคือ ต้องดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา หรือรองผู้อำนวยการสถานศึกษา และได้ปฏิบัติงานในตำแหน่งดังกล่าวในสถานศึกษาปัจจุบันติดต่อกันมาแล้วไม่น้อยกว่า 24 เดือน นับถึงวันที่ 30 กันยายน ของปีที่ยื่นคำร้องขอย้าย เพื่อให้มีระยะเวลาในการพัฒนาสถานศึกษาให้เห็นผลเป็นที่ประจักษ์ ไม่อยู่ในระหว่างลาศึกษาต่อเต็มเวลา กรณีการย้ายสับเปลี่ยน นอกจากมีคุณสมบัติตาม ข้อ 1 แล้ว ในวันที่ยื่นขอย้ายต้องเป็นผู้ที่มีอายุราชการเหลือไม่น้อยกว่า 1 ปี 6 เดือน นับถึงวันที่ 30 กันยายน ของปีที่ครบเกษียณอายุราชการ ทั้งนี้ คุณสมบัติของผู้ยื่นคำร้องขอย้ายที่ปรับปรุงใหม่นี้ ให้มีผลใช้บังคับสำหรับผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่จะยื่นคำร้องขอย้าย ประจำปี พ.ศ.2560 เป็นต้นไป
นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบให้นำหลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการพลเรือนสามัญได้รับเงินเดือนสูงกว่าขั้นสูงของตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้ง ตามหนังสือสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ด่วนที่สุด ที่ นร 0505/ว347 ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2559 มาใช้บังคับกับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) โดยอนุโลม ทั้งนี้ ให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 และได้อนุมัติตั้งนายไพบูลย์ อินทร์งาม ตำแหน่งนักวิชาการการเงินและบัญชี ระดับชำนาญการพิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1 เป็นกรรมการผู้แทนบุคลากรทางการศึกษาอื่น ใน ก.ค.ศ. สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา แทนนายชาญ คำภิระแปง

ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี 482/2559 วันสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า

ศึกษาธิการ – พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีถวายราชสดุดี และถวายบังคมพระราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า หรือวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีผู้บริหารระดับสูง คณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ ข้าราชการ และลูกเสือเนตรนารีจากหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมพิธี อาทิ นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, นายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา, นายชัยยศ อิ่มสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ในฐานะเลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ), นายสมศักดิ์ ดลประสิทธิ์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา เมื่อเช้าวันที่ 25 พฤศจิกายน 2559 ณ บริเวณสนามหญ้าหน้าอาคารราชวัลลภ

wu6a7000

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า “วันสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า” วันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระผู้พระราชทานกำเนิดลูกเสือไทย ได้เวียนมาบรรจบครบรอบปีอีกวาระหนึ่ง

คณะลูกเสือไทยและบรรดาลูกเสือเนตรนารี ตลอดจนบุคลากรทางการลูกเสือทุกหมู่เหล่า ล้วนสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และพร้อมใจกันแสดงความกตัญญูกตเวที ด้วยการมาวางพวงมาลา ณ สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้  พร้อมประกอบพิธีถวายราชสดุดี และร่วมปฏิบัติกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์โดยพร้อมเพรียงกันทั่วราชอาณาจักร อันเป็นประเพณีของลูกเสือที่ปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่องในวันสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า

ด้วยพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงเล็งเห็นว่าประเทศชาติจะมีความมั่นคงได้นั้น จะต้องอาศัยกำลังกองทัพที่มีคุณภาพ และความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ของประชาชน จึงทรงตั้งกองเสือป่าและนำเยาวชนมาฝึกอบรมตามหลักวิชาการทหาร เพื่อเป็นกำลังสำรองในการป้องกันประเทศ

ต่อมาได้ทรงตั้งกองลูกเสือขึ้น เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2454 และมีพระราชประสงค์ให้นำกิจการลูกเสือไปเผยแพร่ตามโรงเรียนต่างๆ ในทุกมณฑลของประเทศ เพื่อฝึกอบรมเด็กและเยาวชนของชาติให้เป็นพลเมืองดี เห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ ดั่งพระราชดำรัสที่ว่า “ข้าไม่ต้องการตำราเรียนที่เดินได้ ที่ข้าอยากได้นั้น คือเยาวชนที่เป็นสุภาพบุรุษ ซื่อสัตย์ สุจริต มีอุปนิสัยใจคอดี”

ดังนั้น บรรดาลูกเสือในยุคต่อมาจึงมุ่งมั่นดำเนินตามแนวราโชบายจวบจนปัจจุบัน ซึ่งนับเป็นปีที่ 106 แล้ว

ผมจึงขอเชิญชวนท่านผู้มีเกียรติ และพี่น้องลูกเสือเนตรนารี ได้น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและพระราชปณิธานของผู้พระราชทานกำเนิดลูกเสือไทย ที่ได้ทรงมุ่งหมายให้ทุกท่านประพฤติชอบด้วยกาย วาจา และใจ ตามกฎของลูกเสือทั้ง 10 ข้อ และคติพจน์ของลูกเสือความว่า “เสียชีพอย่าเสียสัตย์”

ผมเชื่อมั่นว่าหากประพฤติปฏิบัติได้ดังนี้แล้ว จะเกิดผลดีต่อตนเอง สังคม ตลอดจนประเทศชาติอันเป็นที่รักยิ่งของเรา และหากดวงพระวิญญาณทรงทราบก็คงจะโสมนัสปิติยินดี ที่พระราชปณิธานของพระองค์ สำเร็จสมดังพระราชประสงค์ทุกประการ

ในโอกาสนี้ ผมขอให้ทุกท่านพร้อมกันสงบจิต เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และพระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโดยพร้อมเพรียงกัน


รมว.ศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเพิ่มเติมด้วยว่า ขณะนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติชุดใหม่แล้ว โดยจะมีการประชุมครั้งแรกในวันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายนนี้ โดยมอบหมายให้เลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาตินำเสนอสภาพปัจจุบัน ปัญหา และแนวทางการดำเนินงานของกิจการลูกเสือ  เพื่อให้คณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติชุดใหม่ได้มองเห็นภาพรวม

ทั้งนี้ อาจจะมีการเสนอให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อแก้ปัญหาแต่ละด้านด้วย โดยคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติชุดใหม่จะมีทหารจาก 3 เหล่าทัพเข้าร่วมกับตำรวจที่มีอยู่แล้ว รวมทั้งจะมีผู้แทนจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้แทนครู และผู้อำนวยการสถานศึกษา ซึ่งคาดหวังว่าการที่ได้ผู้ผ่านการปฏิบัติจริงมาบริหารงานในคณะกรรมการฯ จะสามารถช่วยแก้ไขปัญหาและดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะที่ผ่านมาเป็นช่วงรอยต่อระหว่างคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติชุดเก่าและชุดใหม่ ซึ่งต้องยอมรับว่าการขับเคลื่อนงานยังไม่ราบรื่นและไม่สนุกนัก

นอกจากนี้ การใช้กิจการลูกเสือเพื่อปลูกฝังวินัยและคุณธรรมจริยธรรม ตามแนวพระราชดำริที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้ทรงพระราชทานไว้ ว่าคนไทยต้องซื่อสัตย์และมีวินัย โดยเราสามารถทำได้ด้วยเริ่มปลูกฝังที่เด็กก่อน จึงได้กำเนิดกองลูกเสือขึ้นมา แต่ที่ผ่านมาการดำเนินการบิดเบี้ยว อาทิ ผู้ตรวจการลูกเสือซึ่งแต่เดิมแต่ละจังหวัดสามารถแต่งตั้งผู้ตรวจลูกเสือเองได้โดยไม่มีหลักเกณฑ์ จึงทำให้เกิดปัญหาในการบริหารงานบุคคลและทำให้คุณค่าของกิจการลูกเสือหายไป

ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) นั้น จะต้องเป็นฟันเฟืองสำคัญที่เข้ามาดูแลกิจการลูกเสือให้มากขึ้น เพราะผู้กำกับลูกเสือก็คือครูสังกัด สพฐ. อีกทั้งหลักสูตรลูกเสือก็อยู่ในสถานศึกษาด้วย

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงการปรับปรุงองค์ประกอบของสภาลูกเสือไทยด้วยว่า เป็นผู้กำหนดนโยบาย ส่วนคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติจะรับนโยบายมาดำเนินการต่อ ซึ่งการที่สภาลูกเสือไทยมีขนาดใหญ่ จำนวนกว่า 200 คน ทำให้ขับเคลื่อนงานลำบาก จึงจำเป็นต้องจัดระบบให้สามารถทำงานได้คล่องตัวมากยิ่งขึ้น

scout3scout1scout2

จากนั้นในช่วงบ่าย รมว.ศึกษาธิการ ได้เดินทางไปเป็นประธานพิธีถวายบังคมพระราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในงานวันสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า ประจำปี 2559 ที่ลานพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 6 ณ สวนลุมพินี โดยมีผู้บังคับบัญชาลูกเสือ ลูกเสือและเนตรนารี จำนวนมาก เข้าร่วมพิธี

scout02scout01scout03

อรพรรณ ฤทธิ์มั่น, บัลลังก์ โรหิตเสถียร: สรุป/รายงาน
ยุทธพงศ์ เลือกกลั่นดี : ถ่ายภาพ
25/11/2559

สพฐ.ร่วมจัดงานกิจกรรม”รวมพลังแห่งความดี”

สพฐ.ร่วมจัดงานกิจกรรม”รวมพลังแห่งความดี”และรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในโอกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพปีที่๘๙ สี่ภูมิภาค
นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการ กพฐ.เป็นประธานในการจัดงานกิจกรรม”รวมพลังแห่งความดี”และรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในโอกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพปีที่๘๙ ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานซึ่งสำสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้จัดขึ้นพร้อมกันสี่ภูมิภาค โดยมีการถ่ายทอดและเชื่อมสัญญาณ ๔ภูมิภาค รวม๘แห่ง คือในส่วนของภาคกลางจัดขึ้น ณ โรงเรียน ภ.ป.ร.ราชวิทยาลัย ในประบรมราชูปถัมภ์จังหวัดนครปฐม โรงเรียนราชวินิต กรุงเทพมหานคร โรงเรียนมัธยมวัดศรีจันทร์ประดิษฐ์ ในพระบรมราชานุเคราะห์จังหวัดสมุทรปราการ โรงเรียนอนุราชประสิทธิ์ ภาคกลางและภาคตะวันออกได้แก่ โรงเรียนมกุฏเมืองราชวิทยาลัย ภาคเหนือจัดกิจกรรมขึ้น ณ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์๕๗จังหวัดเพชรบูรณ์ ภาคใต้จัดขึ้น ณโรงเรียนร่มเกล้า จังหวัดนราธิวาส และภาคตะวันออกเฉียงเหนือจัดขึ้น ณ โรงเรียนนวมินทราชูทิศอิสานจังหวัดมุกดาหารมุกดาหาร สำหรับในกิจกรรมของส่วนกลางจัดขึ้น ณ โรงเรียนชิโนรสวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร

“บิ๊กตู่”พอใจแผนแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก อ่านเพิ่มเติมได้ที่ :

วันนี้(21พ.ย.)พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาการศึกษา หรือ ซูเปอร์บอร์ดด้านการศึกษา ที่มี พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบในหลักการแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560-2574 แต่ได้ตั้งข้อสังเกตให้กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)กลับมาปรับปรุงในรายละเอียดให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เช่น เรื่องความต้องการกำลังคนในปัจจุบันกับอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งนายกฯต้องการทราบจำนวนที่ชัดเจน เพื่อวางแผนการผลิตให้ตรงกับความต้องการ ซึ่งเมื่อปรับปรุงเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อให้ความเห็นชอบ จากนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องทำแผนรองรับแผนการศึกษาแห่งชาติ ภายใน 30 วันต่อไป รมว.ศธ.กล่าวต่อไปว่า ศธ.ยังได้นำเสนอความคืบหน้าการแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนต่ำกว่า 120 คน โดยสร้างโรงเรียนแม่เหล็กตามโครงการโรงเรียนดีใกล้บ้าน ซึ่งวางแผนว่า ในปี 2564 จะยุบโรงเรียนขนาดเล็กให้ได้ 7,000 โรง ซึ่งจะช่วยประหยัดงบประมาณได้ถึง 5,000-6,000 ล้านบาท ซึ่งนายกฯพอใจแต่อยากให้เร่งดำเนินการให้เร็วกว่าแผนที่กำหนดไว้ แต่นายกฯก็ได้แสดงความเป็นห่วงเรื่องการนำแผนการแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กไปสู่การปฏิบัติ โดยได้ย้ำให้ ศธ.ไปทำแผนดำเนินการว่า ในปี 60-61 จะขับเคลื่อนอะไรให้ออกมาเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมบ้าง ซึ่ง ศธ.ได้รับที่จะดำเนินการให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อให้รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาสานต่อได้อย่างชัดเจน “นอกจากนี้ ศธ.ยังได้รายงานความคืบหน้าการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งได้มีการแก้กฏเกณฑ์ของคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) 21 เกณฑ์ กติกาของคุรุสภา 8 เรื่อง คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สกสค.) 7 เรื่อง และคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ตาม ม.44 อีก 19 คำสั่ง และในเร็วๆนี้อาจมีเพิ่มอีก 3 คำสั่ง คือ การจัดตั้งคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(อ.ก.ค.ศ.สพฐ.) การยุบรวมคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.)กระทรวง ที่มีอยู่ใน 5 องค์กรหลักให้เหลือเพียงคณะเดียว และการเพิ่มตำแหน่งผู้ตรวจราชการ ศธ.อีก 6 ตำแหน่ง รวมกับที่มีอยู่แล้ว 12 ตำแหน่ง เป็น 18 ตำแหน่ง เพื่อมอบให้ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการภาค แต่เนื่องจากได้หารือกับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.)แล้วไม่สามารถทำได้ จึงต้องใช้ ม.44”พล.อ.ดาว์พงษ์กล่าว