ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี 59/2560 ผลประชุมองค์กรหลัก 6/2560

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ และ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ตลอดจนผู้บริหารฝ่ายการเมือง ร่วมประชุมองค์กรหลัก ครั้งที่ 6/2560 เมื่อวันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560 ณ ห้องประชุมสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

เรื่องที่นายกรัฐมนตรีสั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (7 กุมภาพันธ์ 2560)

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความชื่นชมนักเรียนกลุ่มที่มีความสามารถเป็นเลิศทางวิชาคณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ด้านการกีฬา และกลุ่มที่ได้รับรางวัลระดับนานาชาติ (ผู้ได้รับเหรียญโอลิมปิกทางวิชาการ) จากจังหวัดต่าง ๆ อาทิ โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย ยุพราชวิทยาลัย หาดใหญ่วิทยาลัย ราชสีมาวิทยาลัย สวนกุหลาบวิทยาลัย ฯลฯ ซึ่งได้มาเข้าเยี่ยมคารวะ และรับโอวาทจากนายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยขอให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อยอดให้มีเด็กเก่งด้านต่าง ๆ ในทุกโรงเรียน

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี โดยแสดงความขอบคุณนักเรียนนักศึกษา คณะครู และผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และสำนักงาน กศน. รวมทั้งกองทัพบก ที่ลงไปช่วยเหลือประชาชน รวมทั้งซ่อมแซมบ้านเรือนให้กับผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดภาคใต้


การเตรียมจัดงานรำลึกถึงในหลวง รัชกาลที่ 9 ““เสมาร่วมใจ รำลึกถึงพ่อ

นายประเสริฐ บุญเรือง รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้รายงานเกี่ยวกับการเตรียมจัดงานรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตามนโยบายรัฐบาล โดยกิจกรรมครั้งแรกของกระทรวงศึกษาธิการ กำหนดจัดงานรำลึก “เสมาร่วมใจ รำลึกถึงพ่อ” ในวันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560 ตั้งแต่เวลา 8.30 น. เป็นต้นไป ที่บริเวณริมคลองผดุงกรุงเกษม โดยมี รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดงาน


• สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงห่วงใยการศึกษา

พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ รายงานในที่ประชุมว่า ในการเฝ้ารับเสด็จฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นองค์ประธานเปิดการประชุมวิชาการระดับชาติ องค์การเกษตรกรในอนาคตแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ฯ (อกท.) ครั้งที่ 38 เมื่อวันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2560 ณ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุทัยธานี นั้น พระองค์ทรงชื่นชมการจัดศูนย์ Fix It Center ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ที่ได้ออกช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยพิบัติต่าง ๆ มาโดยตลอด โดยมีพระราชกระแสเพิ่มเติมให้มีการส่งเสริมสนับสนุนให้เด็กมาเรียนสายอาชีวศึกษาให้มากขึ้น เพราะจบแล้วมีงานทำ ส่วนปัญหาการทะเลาะวิวาทลดน้อยลง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี

นอกจากนี้ การออกใบประกอบวิชาชีพของคนเก่ง ๆ ที่ต้องการเข้ามาเป็นครู ก็เป็นเรื่องที่กระทรวงศึกษาธิการควรเร่งดำเนินการต่อไป


• การพัฒนาการศึกษาในพื้นที่ชายแดน

พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า ได้รายงานให้ที่ประชุมรับทราบความก้าวหน้าการพัฒนายกระดับคุณภาพการศึกษาในพื้นที่ชายแดน ซึ่งจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการ และจัดทำแผนการดำเนินงานให้แล้วเสร็จ ก่อนเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2560


• การประชาสัมพันธ์เชิงรุก

รมว.ศึกษาธิการ มอบ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมช.ศึกษาธิการ จัดระบบงานประชาสัมพันธ์ของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อสื่อสารและสร้างการรับรู้ต่อสาธารณชนในวงกว้าง เกี่ยวกับความก้าวหน้าการดำเนินงานด้านการศึกษา ตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ


นวรัตน์ รามสูต, บัลลังก์ โรหิตเสถียร สรุป/รายงาน
จิรายุทธ์ คามขุนทด : ถ่ายภาพ
7/2/2560

ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี 57/2560 ศธ.จัดประชุมสัมมนา “การขับเคลื่อนปฏิรูปการศึกษาและการบริหารราชการ” แก่ศึกษาธิการภาคและคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด

กระทรวงศึกษาธิการจัดประชุมสัมมนา “การขับเคลื่อนปฏิรูปการศึกษา และการบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการ” เมื่อวันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ศึกษาธิการภาค และคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด เข้าร่วมประชุมสัมมนาในครั้งนี้

น้อมนำแนวพระราชดำริ และพระบรมราโชบายด้านการศึกษา ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ใส่เกล้าฯ และมอบเป็นนโยบาย เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติแก่หน่วยงานในสังกัด

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระประชวรนั้น พระองค์ทรงมีความเป็นห่วงเป็นใยเกี่ยวกับการศึกษา เพื่อต้องการให้การศึกษาไทยมี “คุณภาพและคุณธรรม” แต่รัฐบาลสมัยนั้นไม่มีใครนำพระราชกระแสรับสั่งของพระองค์ใส่เกล้าฯ นำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง

จนกระทั่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตนได้กลับมาประเทศไทยเพื่อมาทำงานด้านนี้ และเมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จึงได้น้อมนำแนวพระราชดำริ และพระบรมราโชบายด้านการศึกษา ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ใส่เกล้าฯ และมอบเป็นนโยบาย เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติแก่หน่วยงานในสังกัด โดยได้แถลงเป็นนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการแล้ว เมื่อครั้งรับตำแหน่งวันอังคารที่ 20 ธันวาคม 2559

นอกจากนี้ จากการที่ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อนเข้ารับหน้าที่รัฐมนตรีนั้น พระองค์ทรงขอให้ผู้บริหารทุกคนสืบสานพระราชปณิธานด้านการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาขับเคลื่อนงานด้านการศึกษาให้เกิดเป็นรูปธรรม เพราะพระราชปณิธานของพระองค์ท่านถือเป็นพรอันสูงสุด รวมทั้งพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการจะน้อมนำแนวพระราชดำริ และพระบรมราโชบายด้านการศึกษา ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ในหลวงรัชกาลที่ 10 ใส่เกล้าฯ และมอบเป็นนโยบาย เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติแก่หน่วยงานในสังกัดต่อไป

ในการสืบสานพระราชปณิธานด้านการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชนั้น พระองค์ได้ทรงมีแนวพระราชกระแสฯ ที่ได้ทรงพระราชทานในวโรกาสต่าง ๆ เกี่ยวกับนักเรียน ครู และการศึกษาที่สำคัญ ดังนี้

สำหรับพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีใจความสำคัญว่า การศึกษาต้องมุ่งสร้างพื้นฐานให้แก่ผู้เรียนใน 2 ด้าน คือ ส่งเสริมให้นักเรียนมีทัศนคติที่ถูกต้อง 2) การศึกษาต้องมุ่งสร้างพื้นฐานชีวิตหรืออุปนิสัยที่มั่นคงเข้มแข็ง อาทิ การสร้างบุคลิกและอุปนิสัยที่ดีงาม (Character Education)”

● การดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี

นอกจากการน้อมนำแนวพระราชกระแสฯ ด้านการศึกษา และพระบรมราโชบายด้านการศึกษา มาปรับใช้กับนโยบายด้านการศึกษาแล้ว กระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) ใน 6 ด้าน คือ 1) ความมั่นคง 2) การสร้างความสามารถในการแข่งขัน 3) การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ 4) การสร้างโอกาสความเสมอภาคและการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม 5) การสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 6) การปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ

มอบหมายภารกิจและหน่วยงานในความรับผิดชอบของ รมช.ศึกษาธิการ

ในการมอบหมายภารกิจและหน่วยงานที่รับผิดชอบให้กับ รมช.ศึกษาธิการ ได้แบ่งงานให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี โดยคำนึงถึงความถนัดของ รมช.ศึกษาธิการ ดังนี้

1) พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์  รับผิดชอบเรื่องความมั่นคงทางการศึกษาและยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เช่น การจัดการศึกษาแบบบูรณาการในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ 10 เขตของไทย การจัดการศึกษาแบบบูรณาการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยม มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ใน 3 เมือง ที่สุไหงโก-ลก เบตง และหนองจิก รวมทั้งโรงเรียนในบริเวณเขตพื้นที่สูงจังหวัดชายแดนภาคเหนือ หรือพื้นที่ชายขอบ การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัดในภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง และมอบหมายภารกิจให้ดูแลหน่วยงาน 2 หน่วยงาน คือ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (สำนักงาน กศน.)

2) ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล  รับผิดชอบเกี่ยวกับการขับเคลื่อนงานเกี่ยวกับคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) รวมทั้งศึกษาธิการภาค, โครงการเศรษฐกิจพอเพียง, โรงเรียนคุณธรรม, โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติและโรงเรียนตามโครงการในพระราชดำริ, คณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ, สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) (ITD), งานด้านการประชาสัมพันธ์ของกระทรวงศึกษาธิการ และมอบหมายภารกิจให้ดูแลหน่วยงานสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.)

สำหรับองค์กรวิชาการของกระทรวงศึกษาธิการ ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.), สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.), สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.), สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.), สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา, สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (สำนักงาน กคศ.), สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.), สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สทศ.), สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) และโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (องค์การมหาชน) นั้น รมว.ศึกษาธิการ รับผิดชอบและดูแลด้วยตนเอง ยกเว้นบางเรื่องใน สกอ. เช่น การ Reprofile สถาบันอุดมศึกษา การจัดตั้งกระทรวงอุดมศึกษา ได้มอบให้ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ รับผิดชอบเพิ่มเติม

ขอให้ กศจ.เน้นการทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ ได้ยกพระราชดำรัสฯ เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2556 ซึ่งขอให้ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงมหาดไทย ที่เคยขึ้นชื่อว่าเป็นกระทรวงอมตะที่เคยมีเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันมากเป็นอันดับ 1-2 ของทุกกระทรวง โดยขอให้นำพระราชดำรัสของพระองค์ไปปฏิบัติอย่างจริงจัง ห้ามไม่ให้มีการทุจริตเกิดขึ้น

PISA in Thailand

จากการที่ได้เดินทางไปเข้าร่วมการประชุม Education World Forum 2017 ที่สหราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 23-28 มกราคมที่ผ่านมา โดยมีรัฐมนตรีด้านการศึกษากว่า 70 ประเทศทั่วโลก มาประชุมร่วมกันมากที่สุด ได้มีโอกาสพบปะและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเชิงนโยบายกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจากสหราชอาณาจักร และอีกหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งผู้แทนจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ โออีซีดี (Organisation for Economic Co-operation and Development – OECD) ซึ่งเป็นผู้จัดสอบ PISA(The Programme for International Student Assessment) ก็เห็นตรงกันว่าผลการสอบ PISA ในกลุ่มโรงเรียนของไทยมีการกระจายใกล้เคียงกับผลสอบ O-NET และจากข้อมูลความจริงกลับพบด้วยว่า ผลการประเมิน PISA ของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาไม่ได้แพ้โรงเรียนทั่วไป แต่คะแนนต่ำที่สุด กลับเป็นโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) และองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ซึ่งอยู่ในอันดับท้ายของคะแนนมาตรฐาน PISA ต่างจากโรงเรียนชั้นนำ เช่น มหิดลวิทยานุสรณ์ ซึ่งมีคะแนนชนะสิงคโปร์ขาดลอย และติดอันดับต้นของโลกด้วย

ส่วนผลสอบ PISA ของเวียดนาม ซึ่งสูงขึ้นมาติดอันดับ 8 ของโลก ในขณะที่ไทยได้อันดับ 54 จาก 72 ประเทศ วิเคราะห์ได้ว่าเด็กที่ยากจนที่สุด 10% สุดท้ายของเวียดนาม ก็ยังได้คะแนนสอบสูงกว่าทุกประเทศของยุโรปที่ถือว่ารวยที่สุดของประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งผลวิเคราะห์เห็นว่า “ความอยากรู้อยากเห็น” ในการเรียนหนังสือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ดังนั้น ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่จะทำอย่างไรให้เด็กนักเรียนอยากมาโรงเรียน และอยากเรียนหนังสือ ซึ่งสามารถใช้บทเรียนนี้เป็นแนวทางในการพัฒนาการศึกษาได้

นโยบายการพัฒนาโรงเรียน ICU

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ กล่าวว่า จากการเดินทางไปรับฟังสภาพปัญหาและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นร่วมกับครูและผู้บริหารของโรงเรียนที่สมัครเข้าร่วมโครงการ “โรงเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือและพัฒนาเป็นพิเศษอย่างเร่งด่วน” หรือโรงเรียน ICU (Intensive Care Unit) ที่จังหวัดเชียงใหม่ สกลนคร นนทบุรี ทำให้ทราบปัญหาของโรงเรียนที่สมัครเข้าร่วมโครงการหลายรูปแบบ มีทั้งโรงเรียนขนาดใหญ่ระดับจังหวัด เช่น อนุบาลนนทบุรี จนถึงโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งเปรียบเสมือนผู้ป่วย ICU ที่สามารถเป็นใครก็ได้ หากมีปัญหารุนแรงจนยากที่จะแก้ไข ซึ่งขณะนี้มีสมัครเข้ามาแล้วกว่า 5,000 โรง บางโรงเรียนที่จังหวัดสกลนคร ขอเพียงแค่ได้ห้องสมุดใหม่ก็พ้นจาก ICU แล้ว หรือบางโรงบอกว่า เพียงเปลี่ยนผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนก็พ้นจาก ICU แล้ว

นโยบายงบประมาณ

นโยบายโรงเรียน ICU ถือเป็นตัวอย่างแรกของการปฏิรูปการศึกษาให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยจะเน้นพัฒนาจากจุดที่สำคัญที่สุด คือ โรงเรียน ในรูปแบบที่ไม่ตายตัวปรับเปลี่ยนได้ตามบริบท (No One Size Fits All) พร้อมปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานจากระดับล่างขึ้นมาสู่ระดับบน (Bottom Up) เป็นการรับฟังปัญหามาจากพื้นที่ ไม่ใช่เป็นสั่งการลงไปจากส่วนกลาง หรือการจัดอบรมสัมมนาจะดูจากความต้องการของครูและบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่ และแนวทางนี้จะสอดรับกับระบบการจัดสรรงบประมาณแบบใหม่ของกระทรวงศึกษาธิการด้วย โดยจะจัดสรรแบบ Bottom Up หรือนโยบายตำราเรียนก็จะเปลี่ยนใหม่ที่จะช่วยให้ประหยัดงบประมาณได้อีกปีละ 2,000 ล้านบาท

วัฒนธรรมในกระทรวงศึกษาธิการ

จะเริ่มต้นโดยเน้นไปที่ “การตรงต่อเวลา และมีวินัย” เป็นลำดับแรก โดยการตรงต่อเวลาได้เริ่มใช้ในการประชุมของกระทรวงศึกษาธิการทุกครั้ง และการประชุมแต่ละครั้งหากเป็นเรื่องใหญ่มาก ๆ จะใช้เวลาไม่เกิน 1.30 ชั่วโมงเท่านั้น จะไม่ให้เสียเวลามานั่งประชุมกันนาน ๆ อีกต่อไป จึงฝากหน่วยงานต่าง ๆ บริหารจัดการประชุมให้มีประสิทธิภาพด้วย และหากเรื่องใดที่สำคัญมาก ขอให้ผู้บริหารเบอร์ 1 ลงไปดูเอง เช่น การอบรมเชิงปฏิบัติการตามโครงการเสริมสร้างศักยภาพการทำงานเป็นทีม “รวมพลังสร้างสรรค์ทีม” (The Synergy Teamwork for education: Transformation Ministry of Education in collaboration with C.P. Group) ภายใต้คอนเซ็ปท์ “MOE One Team” จะมีเบอร์ 1 คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และคุณธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ ลงไปดูเอง ส่วนการสร้างวินัย ถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะมีกิจกรรมโครงการต่าง ๆ เช่น นโยบายตำราเรียน ที่จะช่วยให้เด็กมีวินัยใช้หนังสือเรียนมากขึ้น

“ปนัดดา” ให้นโยบายพัฒนาศึกษาธิการภาคและศึกษาธิการจังหวัด

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะรับผิดชอบเกี่ยวกับการขับเคลื่อนงานเกี่ยวกับคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) รวมทั้งศึกษาธิการภาค กล่าวให้นโยบายพัฒนาศึกษาธิการภาค และศึกษาธิการจังหวัดใน 7 ประเด็น คือ

  • กศจ. มีหน้าที่สำคัญในการกำหนดยุทธศาสตร์ แนวทาง การจัดการศึกษา และส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาทุกระดับทุกประเภท ซึ่งเป็นหน้าที่ที่สามารถกำหนดทิศทางการศึกษาของจังหวัดให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของสังคมของจังหวัด

  • การจัดการศึกษาในลักษณะ กศจ. ไม่ใช่การจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการแต่เพียงหน่วยงานเดียวอีกต่อไป แต่ยังคงหมายถึงบทบาทหน้าที่ของหน่วยงาน ภาคเอกชนในจังหวัด เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการศึกษาของจังหวัดอีกด้วย

  • เป้าหมายของการจัดการศึกษา คือ การทำให้เป็นคนดี มีความซื่อสัตย์ รับผิดชอบ และมีน้ำใจ

  • การสร้างเด็กไทยให้เป็นคนดีให้สำเร็จ บทบาทของชุมชนจะเข้ามามีส่วนสำคัญ โดยความร่วมมือระหว่างโรงเรียน ชุมชน ศาสนสถาน และโรงพยาบาล เพื่อให้เด็กเป็นคนดี มีสุขภาพอนามัยที่ดี

  • จังหวัดจะต้องร่วมกับสถานศึกษา ในการสร้างพื้นฐานให้แก่ผู้เรียน เพื่อให้มีทัศนคติที่ถูกต้อง (Basic Attitude) มีพื้นฐานชีวิตที่เข้มแข็ง (อุปนิสัย) และส่งเสริมให้เด็กสามารถเลือกเส้นทางชีวิต เพื่อนำไปสู่การพัฒนาทักษะในการทำงาน

  • การส่งเสริมกิจการลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอเป็นประธานกรรมการลูกเสือจังหวัด/อำเภอ ขอให้ดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม และการบำเพ็ญประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน ครอบครัว สังคม และชาติบ้านเมือง

  • สถานศึกษาที่อยู่ในความรับผิดชอบในจังหวัด ขอให้มีการติดตาม ตรวจสอบความพร้อมของสถานศึกษาในการจัดการเรียนการสอน ทั้งในด้านอาคาร สถานที่ บุคลากร หากพบแห่งใดมีปัญหาให้ กศจ.พิจารณาดำเนินการแก้ไข โดยบริหารจัดการในระดับพื้นที่ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนก่อน หากมีข้อปัญหาอุปสรรคที่เกินกำลัง ขอให้รายงานและปรึกษามายังส่วนกลางต่อไป


บัลลังก์ โรหิตเสถียร : สรุป/รายงาน
ยุทธพงศ์ เลือกกลั่นดี : ถ่ายภาพ
6/2/2560

ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี 46/2560 ศธ.ปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์การได้มาของวิทยฐานะ

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการ เตรียมปฏิวัติระบบวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใหม่ โดยน้อมนำพระราชกระแสฯ ด้านการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์การได้มาของวิทยฐานะ ซึ่งจะไม่เน้นจัดทำเอกสารผลงานวิชาการจำนวนมาก แต่เน้นระบบตอบแทนให้ครูที่มุ่งการสอนหนังสือ มีการประเมินทั้งคุณภาพและปริมาณการสอน โดยทดลองใช้และรับฟังความเห็น ก่อนประกาศใช้ภายใน 3 เดือนนี้ (หรือภายในเดือนพฤษภาคม 2560)

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า จากมติที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 1/2560 เมื่อวันศุกร์ที่ 13 มกราคมที่ผ่านมา ได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อแก้ไขหลักเกณฑ์การได้มาของวิทยฐานะ โดยนำพระราชกระแสฯ ด้านการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาใช้เป็นแนวทาง ความว่า “ปัญหาปัจจุบันคือ ครูมุ่งเขียนงานวิทยานิพนธ์ เขียนตำราส่งผู้บริหาร เพื่อให้ได้ตำแหน่งและเงินเดือนสูงขึ้น แล้วบางทีก็ย้ายไปที่ใหม่ ส่วนครูที่มุ่งการสอนหนังสือกลับไม่ได้อะไรตอบแทน ระบบไม่ยุติธรรม เราต้องเปลี่ยนระเบียบตรงจุดนี้ การสอนหนังสือต้องถือว่าเป็นความดีความชอบ หากคนใดสอนดี ซึ่งส่วนมากคือมีคุณภาพและปริมาณ ต้องมี reward” (5 ก.ค. 55) และ“ครูบางส่วนเวลาสอนนักเรียนจะสอนไม่หมดแต่เก็บไว้บางส่วน หากนักเรียนต้องการรู้ทั้งหมดวิชา ก็ต้องเสียเงินไปสมัครเรียนพิเศษกับครูท่านนั้น จะเป็นการสอนในโรงเรียนหรือส่วนตัวก็ตาม” (5 ก.ค. 55) นั้น

การประชุมครั้งนี้ ได้ร่วมพิจารณาแนวทางการแก้ไขหลักเกณฑ์การได้มาของวิทยฐานะ โดยนำพระราชกระแสฯ ด้านการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาใช้เป็นแนวทาง ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบให้แก้ไขหลักเกณฑ์การได้มาของวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใหม่ให้เสร็จสิ้นและประกาศใช้หลักเกณฑ์ใหม่ภายใน 3 เดือน โดยหลักเกณฑ์ใหม่จะไม่มีการจัดทำด้วยเอกสารผลงานทางวิชาการจำนวนมาก แต่จะเป็นระบบที่ยุติธรรมสำหรับครู ทั้งด้านปริมาณและคุณภาพในการสอน โดยใช้แฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์ (e-Portfolio) เป็นตัวนำ

โดยครูทุกคนทั้งประเทศจะมี ID และ Password สำหรับใช้ในการ Login เข้าไปบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลด้วยตนเอง ว่าสอนกี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ผ่านการอบรมอะไรบ้าง ซึ่งผู้บริหารสถานศึกษาจะเป็นผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริง และความรับผิดชอบในการประเมินทั้งหมดจะจบที่สถานศึกษาหรือจังหวัดนั้น ๆ โดยไม่ต้องเสนอให้ส่วนกลางหรือ ก.ค.ศ.พิจารณา แต่ก็จะมีมาตรการควบคุมความรับผิดชอบของครูหรือผู้บริหารสถานศึกษา หากมีการฮั้วหรือรายงานเท็จ จะมีความผิดตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญาด้วย ถือเป็นการปฏิวัติระบบวิทยฐานะใหม่ของประเทศ

ทั้งนี้ ในช่วง 3 เดือน ก่อนที่จะประกาศใช้หลักเกณฑ์ประเมินวิทยฐานะใหม่ ขอให้สำนักงาน ก.ค.ศ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้จัดให้มี Focus Group เพื่อรับฟังความเห็นว่า ระบบใหม่ขาดตกบกพร่องอย่างไรบ้าง ก่อนที่จะประกาศใช้จริง

จากการประชุมครั้งนี้ ทำให้รับทราบข้อมูลด้วยว่า มีข้าราชการครูจำนวนมากที่ไม่มีวิทยฐานะ แยกเป็นข้าราชการครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน 33,190 คน หรือประมาณร้อยละ 10 ของครู สพฐ.ทั้งหมด ส่วนข้าราชการครูสังกัดสำนักงาน กศน. มีจำนวน 431 คน หรือประมาณร้อยละ 20 และข้าราชการครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ที่ยังไม่มีวิทยฐานะ รวม 4,198 คน หรือร้อยละ30 สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากครูไม่มีเวลาทำผลงานทางวิชาการ และต้องเสียเวลาในการจัดทำเอกสารผลงานทางวิชาการจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ครูที่ขอรับการประเมินเพื่อเลื่อนวิทยฐานะจากเชี่ยวชาญเป็นเชี่ยวชาญพิเศษนั้น ยังคงจำเป็นต้องใช้หลักเกณฑ์เดิมคือ เน้นการจัดทำผลงานการวิจัย

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า หลักเกณฑ์ใหม่นี้ เชื่อว่าจะเป็นระบบที่สร้างความเป็นธรรมและค่าตอบแทนให้เกิดขึ้นกับครูที่มุ่งการสอนหนังสือ ซึ่งจะมีการกำหนดเกณฑ์ในการประเมินสำหรับครูที่มีปริมาณการสอนและคุณภาพการสอน เช่น การสอนเด็กพิเศษ ซึ่งมีการเตรียมการสอนที่ยุ่งยากกว่าสอนเด็กนักเรียนปกติทั่วไป ก็จะมีคะแนนเพิ่มขึ้น และการประเมินเพื่อคงวิทยฐานะ ก็จะยังคงมีอยู่ เพื่อสร้างมาตรฐานและจรรยาบรรณทางวิชาชีพครู แต่จะไม่ประเมินด้วยระยะเวลาถี่จนเกินไป ซึ่งจะพยายามลดภาระต่าง ๆ ในการประเมินสำหรับครูให้มากที่สุด ส่วนข้าราชการครูที่อยู่ระหว่างการยื่นผลงานเพื่อขอรับการประเมินวิทยฐานะที่ค้างท่อในเวลานี้กว่า 3,000 คนนั้น มอบ ก.ค.ศ.ไปพิจารณา ซึ่งอาจจะเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ได้รับการพิจารณา ส่วนตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา ที่ประชุมก็เห็นตรงกันว่าอาจจะเปลี่ยนไปใช้เงินประจำตำแหน่ง เพื่อสะท้อนความเป็นจริงและสอดคล้องกับระบบบริหารมาตรฐานสากล

นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า หลักเกณฑ์ใหม่นี้สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องมีการแก้ไขกฎหมายอะไร ถือเป็นนิยามใหม่ของการประเมินวิทยฐานะครู ที่ไม่ใช่เป็นหลักเกณฑ์ Performance Agreement :PA ซึ่งเท่ากับยกเลิกเกณฑ์ PA และแนวทางใหม่นี้จะใช้ Portfolio เป็นตัวนำกับคน 3 กลุ่ม คือ กลุ่มรายใหม่ที่จะขอรับการประเมินวิทยฐานะ กลุ่มที่ค้างการประเมินซึ่งมีประมาณ 3,000 คน และกลุ่มที่ได้รับวิทยฐานะไปแล้ว จะต้องมีการประเมินเพื่อคงวิทยฐานะเอาไว้เช่นเดิม

การใช้ Portfolio นี้ เป็นแนวทางในการประเมินผลตามสภาพจริง (Authentic Assessment) ซึ่งจะเป็นการบันทึกประวัติการพัฒนาวิชาชีพของครูทุกคน ทั้งปริมาณการสอน เช่น จำนวนชั่วโมงการสอน ความยากง่ายในการสอน การสอนเด็กพิเศษ การสอนในโรงเรียนกันดาร ซึ่งจะมีคะแนนที่แตกต่างกัน และคุณภาพการสอน ซึ่งจะดูจากผลของการพัฒนาตนเอง การเข้ารับการอบรมทางไกล การอบรมออนไลน์ ผลงานการสอนที่ได้จัดทำขึ้น ฯลฯ

พร้อมทั้งจะนำระบบ IT เข้ามาช่วยบันทึกรวบรวมข้อมูลของครูทุกคน เพื่อไม่ให้ครูต้องยุ่งยากในการจัดทำเอกสารหลักฐานอีก และในระหว่างนี้จะมีการรับฟัง ประชาพิจารณ์หลักเกณฑ์ประเมินวิทยฐานะแนวใหม่ รวมทั้งเตรียมการจัดทำระบบ IT เพื่อรองรับ e-Portfolio และทดลองใช้ให้มั่นใจ ก่อนจะประกาศใช้หลักเกณฑ์ใหม่นี้ภายใน 3 เดือน


บัลลังก์ โรหิตเสถียร สรุป/รายงาน
จิรายุทธ คามขุนทด: ถ่ายภาพ
1/2/2560

ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี 45/2560 การประชุมคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 1/2560

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 1/2560 เมื่อวันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 ณ ห้องประชุมสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยผลการประชุมว่า มติที่ประชุมในครั้งนี้ถือเป็นมิติใหม่ของระบบการตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ โดยที่ประชุมเห็นชอบให้มีการสร้างระบบใหม่ในการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการจัดการศึกษา ซึ่งจะมีแบบแผนในการตรวจราชการมากขึ้น ไม่ใช่ต่างคนต่างตรวจเหมือนที่ผ่านมา และกระทรวงศึกษาธิการจะไม่ทำงานในเรื่องนี้โดยเอกเทศ แต่จะให้คณะกรรมการชุดนี้ซึ่งมีบุคคลทั้งภายในและภายนอกกระทรวง รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษาฯ (สมศ.) เข้ามาช่วยในการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษา ซึ่งเปรียบเสมือนบอร์ดบริหารของบริษัท ที่มาช่วยในการตรวจติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษาของผู้ตรวจราชการด้วย

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มอบให้องค์กรหลักไปกำหนดวิธีการตรวจราชการ ในเรื่องที่สำคัญต่าง ๆ ตามนโยบาย ซึ่งแต่ละเรื่องก็จะมีความแตกต่างกันไป ส่วนการประเมินแต่ละเรื่องควรกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการตรวจติดตามและประเมินผลให้เป็นไปในเกณฑ์เดียวกัน เช่น หากเป็นเรื่องของโรงเรียน ICU หรือทวิภาคีระบบใหม่ จะมีการติดตามตรวจสอบลงไปในระดับสถานศึกษาได้อย่างไรบ้าง ซึ่งแตกต่างไปจากการตรวจติดตามเรื่องของแผนการศึกษาชาติ ที่จะเข้าไปดูที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ไม่ใช่สถานศึกษา หรือการตรวจติดตามงบประมาณ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงินจะลงไปดูว่ามีการใช้เงินตรงตามวัตถุประสงค์และมีความโปร่งใสหรือไม่อย่างไร เป็นต้น

นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ ถือเป็นวิธีใหม่ในการตรวจราชการ ซึ่งจะมีการติดตามทั้ง “งานและเงิน” กล่าวคือ จะติดตามผลการปฏิบัติราชการประจำปี และติดตามผลการใช้งบประมาณในการจัดการศึกษาทุกระดับทุกประเภท รวมทั้งการศึกษาปฐมวัยด้วย นอกจากนี้ จะเน้นการตรวจราชการให้ครอบคุลม 3 มิติ คือ โอกาส คุณภาพ และประสิทธิภาพ ในการจัดการศึกษาของหน่วยงานทุกระดับ ตั้งแต่ระดับประเทศลงไป คือ กระทรวงศึกษาธิการ ผู้ตรวจราชการ องค์กรหลักและหน่วยงานในกำกับ ศึกษาธิการภาค ศึกษาธิการจังหวัด เขตพื้นที่การศึกษา จนถึงระดับสถานศึกษา

ดังนั้น แต่ละองค์กรหลักต้องจัดบทบาทของตนเองในการตรวจราชการและวิธีการในการตรวจราชการให้ชัดเจน และจะต้องแก้ไขระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการตรวจ ติดตาม ประเมินผล และนิเทศการศึกษา พ.ศ.2549 ให้สอดคล้องกับระบบการตรวจราชการแบบใหม่นี้อีกด้วย โดยขอให้แต่ละองค์กรหลักนำเสนอวิธีการตรวจราชการแบบใหม่ให้ที่ประชุมพิจารณาในการประชุมครั้งต่อไป

สำหรับคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ มีจำนวนทั้งสิ้น 19 คน เป็นทั้งบุคคลภายในและภายนอกกระทรวงศึกษาธิการ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน และผู้อำนวยการสำนักตรวจราชการและติดตามประเมินผล เป็นเลขานุการ ทั้งนี้ มีคณะกรรมการโดยตำแหน่ง 6 คน คือ ปลัดกระทรวง/เลขาธิการ 5 องค์กรหลัก และผู้อำนวยการ สมศ. ส่วนกรรมการที่เป็นผู้แทนผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ มีจำนวน 2 คน คือ นายอรรถพล ตรึกตรอง และนายวีระกุล อรัณยะนาค ตลอดจนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีก 9 คน คือ นางอุดมลักษณ์ กุลพิจิตร ด้านการศึกษาปฐมวัย, นายสมเกียรติ ชอบผล ด้านการศึกษาขั้นพื้นฐาน, นายพินิติ รตะนานุกูล ด้านการอุดมศึกษา, นายประดิษฐ์ ระสิตานนท์ ด้านการอาชีวศึกษา, นายจอมพงศ์ มงคลวนิช ด้านการศึกษาเอกชน, นายศิริชัย กาญจนวาสี ด้านการวิจัยและเมินผล, นายจีรเดช อู่สวัสดิ์ ด้านการบริหารการศึกษา, นายปรีชา เถาทอง ด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม, นางสุภาว์ จุลนาพันธุ์ ด้านเศรษฐกิจ การเงิน และงบประมาณ


บัลลังก์ โรหิตเสถียร
สรุป/รายงาน
1/2/2560

สรุปภาพรวมโครงการ “Smart Education” ของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อฟื้นฟูระบบการศึกษาไทย

สำหรับผลตอบรับของผู้รับชมคลิปวีดีโอผ่านสื่อออนไลน์ทั้ง 15 ตอนนั้น ก็ต้องยอมรับว่ามีปริมาณสูงเลยทีเดียว เพราะตัวเลขยอดรวมผู้เข้าชมวีดีโอมีมากกว่า 100,000 ครั้งและยอดการแชร์ข่าวสารต่างๆมีมากกว่า 5,000 ครั้งอีกด้วย ในส่วนนี้เองทางกระทรวงศึกษาธิการอยากจะให้ทุกคนที่ดูคลิปวีดีโอแล้ว เกิดความตระหนัก ใส่ใจและทำความเข้าใจในรายละเอียดทั้งหมด เพื่อปรับตัวให้เข้ากับกลยุทธ์ดังกล่าวนี้ด้วย
✎ สรุปภาพรวมโครงการ “Smart Education” ของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อฟื้นฟูระบบการศึกษาไทย +โพสต์เมื่อวันที่ : 30 ม.ค. 2560 เปิดอ่าน : 41 ครั้ง ลิงก์ผู้สนับสนุน ☰แชร์ >   จบไปแล้วกับ 15 ตอน 15 โครงการสำหรับแนวทางการปฏิรูประบบการศึกษาไทย ด้วยการวางรากฐานอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งแผนระยะสั้น 1-4 ปี และแผนระยะยาว 10 ปี ผ่านการจัดทำเนื้อหาในรูปแบบที่เข้าใจง่ายอย่างคลิปวีดีโอสั้น ความยาวแต่ละตอนไม่เกิน 3 นาที โดยมีผู้ดำเนินรายการคือนายพงศ์พิชญ์ ปรีชาบริสุทธิ์กุล (สตาร์บัค) รับบทเป็นครู และนายนาคร ศิลาชัย (เปิ้ลนาคร) รับบทเป็นประชาชนทั่วไป สำหรับผลตอบรับของผู้รับชมคลิปวีดีโอผ่านสื่อออนไลน์ทั้ง 15 ตอนนั้น ก็ต้องยอมรับว่ามีปริมาณสูงเลยทีเดียว เพราะตัวเลขยอดรวมผู้เข้าชมวีดีโอมีมากกว่า 100,000 ครั้งและยอดการแชร์ข่าวสารต่างๆมีมากกว่า 5,000 ครั้งอีกด้วย ในส่วนนี้เองทางกระทรวงศึกษาธิการอยากจะให้ทุกคนที่ดูคลิปวีดีโอแล้ว เกิดความตระหนัก ใส่ใจและทำความเข้าใจในรายละเอียดทั้งหมด เพื่อปรับตัวให้เข้ากับกลยุทธ์ดังกล่าวนี้ด้วย สำหรับใครที่ยังไม่ได้ติดตาม หาคำตอบ หรือไขข้อข้องใจเกี่ยวกับประเด็นการศึกษาไทย อาทิเช่น ระบบการศึกษาไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป?? จะมีวิธีไหนที่ช่วยพัฒนาบุคลากรของประเทศอย่างจริงจัง?? คุณสามารถรับชมได้ที่ลิ้งค์ตามด้านล่างนี้เลย ทางสำนักข่าวมติชนได้รวบรวมและแจกแจงเป็น 15 ตอนอย่างละเอียดไว้เรียบร้อยแล้ว
-ตอนที่ 1 ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ : https://www.youtube.com/watch?v=sHugGkGbzuk&t=4s -ตอนที่ 2 โรงเรียนดีใกล้บ้าน : https://www.youtube.com/watch?v=Ulh70KNqZ18 -ตอนที่ 3 แผนล่วงหน้าครู 10 ปี : https://www.youtube.com/watch?v=ucb4W4dDjAA    -ตอนที่ 4 ตรวจวัดคุณภาพครู (ตรวจเลือดครู) : https://www.youtube.com/watch?v=uIo__0OReY4   -ตอนที่ 5 คืนครูทรงคุณค่าของแผ่นดิน : https://www.youtube.com/watch?v=xCl02PmQl8c -ตอนที่ 6 ผลิตครูระบบปิด : https://www.youtube.com/watch?v=r7GX-BT8uSI&feature=youtu.be -ตอนที่ 7 การยกระดับภาษาอังกฤษให้กับนักเรียน : https://www.youtube.com/watch?v=DnT1SedYK_I -ตอนที่ 8 เพิ่มเครือข่ายอินเตอร์เน็ตให้กับทุกโรงเรียน : https://www.youtube.com/watch?v=yyBholyYfUo -ตอนที่ 9 ระบบฐานข้อมูลนักเรียน : https://www.youtube.com/watch?v=q0Oc_0PBnxA -ตอนที่ 10 มหาวิทยาลัย 4.0 : https://www.youtube.com/watch?v=78X_PR-4tWw -ตอนที่ 11 การศึกษาทวิภาคี : https://www.youtube.com/watch?v=c8YJdjr1cos -ตอนที่ 12 โรงเรียนประชารัฐ : https://www.youtube.com/watch?v=wytQb88oaKQ&spfreload=10 -ตอนที่ 13 การจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมหรือ DLTV : https://www.youtube.com/watch?v=AbZSUfrUeDY -ตอนที่ 14 โครงการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน O-NET : https://www.youtube.com/watch?v=U0kjr6hI3FY -ตอนที่ 15 การเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 : https://www.youtube.com/watch?v=jB3Xb9QcF0I&spfreload=10
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/81126

ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี 34/2560 ศธ.ลงพื้นที่ภาคใต้ ช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัย

รัฐมนตรี พร้อมด้วยผู้บริหาร และชาวกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ช่วยเหลือและให้กำลังใจพี่น้องประชาชนในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี และ จ.นครศรีธรรมราช ที่ประสบอุทกภัย เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม 2560 ตามโครงการ “รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการช่วยเหลือประชาชน”

● ภารกิจที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย พล.ท.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, นายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา, นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, นายประเสริฐ บุญเรือง รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ,  นางรักขณา ตัณฑวุฑโฒ หัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรี และผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ตรวจเยี่ยมพื้นที่ประสบอุทกภัยและมอบถุงยังชีพแก่ผู้ประสบอุทกภัยที่ ต.ท่าชี อ.บ้านนาสาร จำนวน 1,370 ถุง และ ต.เขาหัวควาย อ.พุนพิน จำนวน 1,000 ถุง

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงห่วงใยพสกนิกรที่ประสบภัยพิบัติในครั้งนี้ และมีพระราชโองการสั่งให้องคมนตรีได้ติดตามดูแลประชาชนที่ประสบภัย ยังความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการ จึงรับสนองพระราชดำริ ด้วยการจัดโครงการ “รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการช่วยเหลือประชาชน” พร้อมทั้งจัดขบวนคาราวานนักศึกษาจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาและนักศึกษา กศน. ทั่วประเทศ ตั้งทีมให้ความช่วยเหลือ อีกทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลก็มีความห่วงใยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยเช่นกัน โดยทราบว่านายกรัฐมนตรีจะลงพื้นที่เยี่ยมผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ในสัปดาห์หน้า

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้กระทรวงศึกษาธิการเข้าไปดูแลลูกหลานให้มีสถานที่เรียนหนังสือ เพื่อไม่ให้เด็กเสียโอกาสทางการศึกษา ซึ่งถือเป็นหน้าที่หลักของกระทรวงศึกษาธิการในการบูรณะโรงเรียนที่เสียหายให้กลับมามีสภาพดังเดิมหรือดีกว่าเดิม ส่วนการขยายเวลาเรียนหรือขยายเวลาปิดภาคเรียนสำหรับโรงเรียนที่น้ำท่วมแล้วสอนไม่ทันนั้น ถ้ามีเหตุผลและจำเป็นก็ต้องทำ แต่ควรมีความยืดหยุ่น และคาดว่าสถานศึกษาจะสามารถเตรียมการสอบโอเน็ต ป.6 ช่วงเดือนมีนาคมนี้ได้ทันเวลา เพราะสถานการณ์ดีขึ้นมากแล้ว โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ประเมินสถานการณ์และรายงานให้ทราบทุกวัน นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้จัดตั้งศูนย์อาชีวะบริการผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ 12 จังหวัด พร้อมทั้งส่งนักศึกษามาช่วยซ่อมอุปกรณ์ สิ่งของ ตลอดจนเครื่องใช้ไฟฟ้า

การเดินทางมาให้ความช่วยเหลือที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีในครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดโอกาสให้กระทรวงศึกษาธิการได้ทำดี เราจะได้รู้ว่าเรามีหน้าที่อะไรและทำหน้าที่นั้นให้ดีที่สุด ซึ่งเงินที่นำมาช่วยเหลือก็เป็นเงินภาษีของประชาชน ดังนั้นหากประชาชนท่านใดไม่ได้รับความช่วยเหลือ ขอให้แจ้งมา อย่าอายที่จะขอความช่วยเหลือและต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพราะเป็นสิทธิ์ของทุกคน โดยกระทรวงศึกษาธิการไม่ต้องการความช่วยเหลือที่สร้างภาพ เราคนไทยด้วยกันอยากให้มีความห่วงใยกัน

โอกาสนี้ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ ได้นั่งเรือตรวจเยี่ยมโรงเรียนบ้านไทรงาม อ.พุนพิน ซึ่งยังไม่สามารถเปิดทำการเรียนการสอนได้ เพื่อรับทราบข้อมูลความเสียหายของโรงเรียนจากเหตุอุทกภัย และหารือแนวทางเร่งฟื้นฟู บูรณะ และซ่อมแซม ให้โรงเรียนเปิดทำการเรียนการสอนได้ทันทีภายหลังน้ำลด โดย รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า สถานศึกษาในจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้รับความเสียหายจากอุทกภัยจำนวน 276 โรงเรียน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนประถมศึกษา และมีโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักอยู่ในอาการโคม่า 20 แห่ง เช่น โรงเรียนบ้านไทรงามซึ่งพื้นของอาคารเรียนทั้งสองหลังใช้งานไม่ได้ จึงต้องเร่งฟื้นฟูในเรื่องของกายภาพ และให้ สพฐ. ดูแลเรื่องการจัดทำงบประมาณในการปรับปรุงซ่อมแซม ส่วนเรื่องการจัดการเรียนการสอนได้แก้ปัญหาแล้ว เช่น การนำเด็กจากโรงเรียนต่าง ๆ มาเรียนรวมกัน และยืมสถานที่ของเอกชนมาใช้สอนหนังสือ เป็นต้น โดยพยายามทำเท่าที่สถานการณ์จะทำได้ ซึ่งตอนนี้มีข่าวดีคือระดับน้ำลดลงเรื่อย ๆ

และที่น่ายินดีไปกว่านั้นคือ ได้รับความร่วมมือจากสถาบันอาชีวศึกษาจากภูมิภาคต่าง ๆ มาช่วยซ่อมสิ่งของ โดยมาตั้งศูนย์ฯ อยู่ที่สุราษฎร์ธานีเป็นเวลา 3 อาทิตย์แล้ว ซึ่งได้รับรายงานว่านักเรียนนักศึกษาอาชีวศึกษาได้ช่วยซ่อมของทั้งชิ้นเล็กและชิ้นใหญ่ประมาณ 80,000 ชิ้น ความร่วมมือร่วมใจกันช่วยเหลือประชาชนในครั้งนี้จึงถือเป็นมูลค่าที่ประมาณไม่ได้


ภารกิจที่จังหวัดนครศรีธรรมราช*

ในวันเดียวกัน พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายบัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ, นายสุรพงษ์ จำจด เลขาธิการ กศน., นายประชาคม จันทรชิต รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, นายศรีชัย พรประชาธรรม รองเลขาธิการ ก.ค.ศ. รวมทั้งผู้บริหารองค์กรหลัก ได้ลงพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช เพื่อมอบถุงยังชีพ อุปกรณ์การเรียนการสอน เสื้อผ้าชุดนักเรียน และให้กำลังใจแก่พี่น้องประชาชนและนักเรียนนักศึกษาที่ประสบอุทกภัย ที่โรงเรียนเกาะขันธ์ประชาภิบาล และโรงเรียนชะอวด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 12 อ.ชะอวด และที่ศาลาศิลปาชีพบ้านเนินธัมมัง อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช

พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ กล่าวว่า  สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงห่วงใยพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ได้พระราชทานลายพระหัตถ์ความว่า “ด้วยความรักและห่วงใย ขอเป็นกำลังใจในการร่วมฟื้นฟูและพัฒนา เพื่อขวัญที่ดี จิตใจ และร่างกายที่เข้มแข็ง นำมาซึ่งความสุขและมั่นคงของชาติ” นอกจากนี้ พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ได้แสดงความห่วงใย และเสด็จฯ แทนพระองค์มาทรงเยี่ยมประชาชน และได้พระราชทานถุงยังชีพช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ยังความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น

ในนามของราชการ รัฐบาลจึงได้น้อมนำพระราชกระแสของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ที่ทรงพระราชทานให้กับพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัย มาให้การช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ โดยมอบหมายให้ทุกหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ได้เข้ามาช่วยเหลือดูแลให้การสนับสนุน ช่วยเหลือ และฟื้นฟูพื้นที่ที่ประสบภัยน้ำท่วมให้เป็นปกติต่อไป

ในวันนี้ ได้เดินทางมาพร้อมกับผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ โดยร่วมกับจังหวัดนครศรีธรรมราช รวมทั้งหน่วยงานสถานศึกษาทั่วประเทศที่ได้เดินทางมาระดมให้การช่วยเหลือ ให้กำลังใจพี่น้องประชาชนชาวใต้ พร้อมทั้งนำทักษะของเด็กอาชีวศึกษาทั่วประเทศที่มีความชำนาญในแต่ละด้านมาให้ความช่วยเหลือ ซึ่งพวกเราจะช่วยทำงานต่อเนื่องกันอีกจนถึงสัปดาห์หน้า หรือหากมีความจำเป็นก็จะขยายเวลาทำงานต่อไปจนกว่าพื้นที่จะปกติ

ในเรื่องของการศึกษานั้น ทราบว่าขณะนี้โรงเรียนในจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้เปิดเรียนแล้วทุกแห่ง จึงหมดคลายความกังวลในส่วนนี้ แต่ต้องเรียนให้พ่อแม่ผู้ปกครองได้รับทราบด้วยว่าลูกหลานของพวกเราจะต้องเรียนชดเชยเพิ่มเติมในวันหยุด เพื่อให้จำนวนชั่วโมงเรียนครบถ้วนก่อนจะสอบปลายปีในเดือนกุมภาพันธ์นี้ และฝากให้นักเรียนทุกคนตั้งใจเรียนเพื่อประสบความสำเร็จการทำงานในวันข้างหน้า สิ่งที่กระทรวงศึกษาธิการนำมามอบให้ในวันนี้ ถือเป็นน้ำจิตน้ำใจที่หน่วยงานต่าง ๆ ได้ร่วมกันนำมามอบ โดยพยายามให้มีความทั่วถึงมากที่สุด โดยเฉพาะพื้นที่ที่เดือดร้อนมีความจำเป็นจริง ๆ เป็นอันดับแรก

แม้ว่าเราจะประสบอุทกภัย แต่ก็จะเห็นความห่วงใยของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งรัฐบาลได้เปิดรับบริจาค และได้รับเงินบริจาคเป็นจำนวนมาก โดยรัฐบาลจะนำเงินบริจาคจัดตั้งเป็นกองทุนเพื่อช่วยเหลือสาธารณภัยในโอกาสต่อไป และในสัปดาห์หน้าคาดว่านายกรัฐมนตรีจะลงพื้นที่ในภาคใต้เพื่อเยี่ยมพี่น้องประชาชนอีกด้วย

พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ ย้ำด้วยว่า “คนไทยไม่ทิ้งกัน ถึงแม้จะมีภัยธรรมชาติเกิดขึ้น ก็ระดมช่วยเหลือน้ำใจมาดูแลกัน ถือเป็นพลังสามัคคีและรวมพลังคนไทย ให้มีความมั่นคง ยั่งยืน ก้าวหน้าตามแผนยุทธศาสตร์ประเทศชาติต่อไป”


อนึ่ง นอกเหนือจากภารกิจที่สองจังหวัดข้างต้นแล้ว นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ยังได้ลงพื้นที่เยี่ยมและให้กำลังใจนักศึกษาและครู กศน. ของจังหวัดพังงา ซึ่งได้ลงมาปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ กศน.ตำบลป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง และศูนย์อาชีวะบริการของวิทยาลัยเทคนิคป่าพะยอม ให้บริการประชาชนที่ ศาลาอเนกประสงค์บ้านไสกุน อำเภอป่าพะยอม ซึ่งพื้นที่ทั้งสองแห่งมีประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งนี้เป็นจำนวนมาก ก่อนจะเดินทางไปร่วมกับคณะของ รมช.ศึกษาธิการ ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช


อรพรรณ ฤทธิ์มั่น, บัลลังก์ โรหิตเสถียร*: สรุป/รายงาน
ยุทธพงศ์ เลือกกลั่นดี,
บัลลังก์ โรหิตเสถียร*: ถ่ายภาพ
19/1/2560

สพป.สส.จัดครัวกระทรวงศึกษาธิการ

เมื่อวันที่ 13 ม.ค.2560 ว่าที่ร้อยเอกวิสาร ปัญญชุณห์ ผอ.สพป.สส. นำกลุ่มเครือข่ายโรงเรียนในสังกัด นำอาหารอาทเช่น ปลาทูแม่กลอง ผัดฉ่าทำเล ไข่ต้ม กุ้งหวาน และมาม่าผัดขี้เมา เพื่อมาเลี้ยงให้กับประชาชนทั่วไปที่ได้เดินทางมาสักการะพระบรมศพ ณ ครัวกระทรวงศึกษาธิการ บริเวณท้องสนามหลวง